aLGy Logo
aLGy Tagline

โรคที่ฮิตกันในหมู่คนเมืองในขณะนี้ คือโรคภูมิแพ้

คนไทยกว่า 10 ล้านคน หรือ 1 ใน 6 ของคนไทย เป็นโรคภูมิแพ้ ตัวเลขนี้ยังไม่รวมคนที่มีโอกาสจะเป็น และคนที่เป็นแล้ว แต่ไม่รู้ตัวว่าเป็นอีกมากมาย ดังนั้นเราควรมาตื่นรู้ เพื่อป้องกันและรับมือกันดีกว่า ภูมิแพ้ เกิดจากสภาวะที่ร่างกายได้รับสารก่อภูมิแพ้เข้าไปในร่างกาย ส่งผลให้ร่างกายสร้างระบบภูมิคุ้มกันขึ้นมาต่อต้านสารก่อภูมิแพ้ (allergen) แต่จะมีปริมาณมากเกินว่าภาวะคนปกติ และสำหรับคนที่แพ้เมื่อได้รับสารก่อภูมิแพ้อีกครั้ง ร่างกายจะแสดงอาการแพ้ ออกมาอย่างชัดเจน โดยการแพ้แต่ละคนจะแตกต่างกันไป ตัวอย่าง เช่น

   --อาการคันตา ตาแดง แสบตา น้ำตาไหลเรียกอาการแบบนี้ว่า ตาอักเสบจากภูมิแพ้

   --อาการจาม ไอ คันจมูก น้ำมูกใสๆไหลออกมาตลอดเวลา เรียกอาการแบบนี้ว่า จมูกอักเสบจากภูมิแพ้หรือแพ้อากาศ

   --มีผดผื่นขึ้นตามตัว มีสะเก็ดบางๆ มีอาการคันเรียกว่า เป็นลมพิษ หรือบางคน

   --มีอาการคลื่นไส้ อาเจียนหรือมีผื่นแดงขึ้นตามแขนหรือลำตัว ก็เรียกว่าแพ้อาหาร เช่นแพ้อาหารทะเล เป็นต้น

แต่อาการภูมิที่พบได้บ่อยที่สุดคือแพ้ฝุ่นละอองหรือจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ อันมีสาเหตุหลักใหญ่ๆมาจากการแพ้มูลหรือคราบของไรฝุ่นบ้าน ซึ่งมักพบว่าอาศัยอยู่ตามที่นอน หมอนผ้าห่ม ตุ๊กตา เบาะโซฟา ที่มีใยสังเคราะห์เป็นส่วนประกอบ โดยไรฝุ่นซึ่งเป็นสัตว์ขนาดเล็กมองด้วยตาเปล่าไม่เห็น จะกินเศษผิวหนัง ขี้ไคล รังแคของคนเป็นอาหาร เมื่อไรฝุ่นถ่ายมูออกมา และเกิดฟุ้งกระจายขึ้นมาในอากาศ เมื่อคนสูดหายใจเอาเข้าไปจะก่อให้เกิดอาการภูมิแพ้ในที่สุด โดยในประเทศไทยพบปริมาณสารก่อภูมิแพ้เฉลี่ยประมาณ 11 ไมโครกรัมต่อฝุ่น 1 กรัม ซึ่งสูงกว่าค่ามาตรฐานขององค์การอนามัยโลก (WHO) ซึ่งกำหนดไว้ไม่เกิน 2 ไมโครกรัมต่อฝุ่น 1กรัม

ไรฝุ่น คือ ไรประเภทหนึ่งเป็นสัตว์ขาข้อมีขา 8 ขามีขนาดเล็กมากๆประมาณ 0.3 มิลลิเมตร ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า มีหลายชนิดด้วยกันแต่ชนิดที่ก่อให้เกิดภูมิแพ้ได้แก่ Dermatophagoides pteroryssinus (Trouessart) นักวิชาการเรียกสั้นสั้นว่า Dp และชนิด Blomia tropicalis Bronswijk เรียกสั้นสั้นว่า โบรเมีย มีวงจรชีวิตตั้งแต่เกิดจนตายประมาณ 6 สัปดาห์ มีชีวิตอยู่ได้โดยการกินเศษ ผิวหนัง ขี้ไคล รังแคของคนกินเป็นอาหาร ส่วนใหญ่มักพบบนที่นอน หมอน ผ้าห่ม มากที่สุดรองลงมาคือ เบาะ โซฟาผ้า ตุ๊กตาผ้า โดยเฉพาะที่มีวัสดุที่เป็นเส้นใยสังเคราะห์เป็นส่วนประกอบจะเป็นแหล่งสะสมไรฝุ่นได้เป็นอย่างดี

ดังที่กล่าวมาแล้ว สิ่งที่ก่อให้เกิดอาการภูมิแพ้จากไรฝุ่น คือ มูลและคราบของไรฝุ่น เมื่อไรฝุ่นถ่ายมูลหรือลอกคราบออกมาซึ่งทั้ง 2 อย่างมีองค์ประกอบที่เป็นโปรตีนที่สามารถก่อให้เกิดภูมิแพ้ได้ เมื่อได้รับแรงกระแทกจากกิจกรรมของคนเช่นขยับตัวบนที่นอน ก็จะฟุ้งขึ้นมาในอากาศ คนสูดดมเข้าไปจะก่อให้เกิดอาการแพ้ขึ้นมาซึ่งจะแสดงอาการมากหรือน้อยนั้น ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล

การรักษา—คือการทานยาแก้แพ้ เพื่อบรรเทาอาการเท่านั้น หรือ การฉีดวัคซีนป้องกัน คือวีธีที่นิยมกันแต่อาจต้องใช้การรักษาอย่างต่อเนื่อง จึงทำให้มีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง และ อาจไม่หายขาดในบางราย และหากเรายังได้รับสารก่อภูมิแพ้อีก อย่างต่อเนื่อง ก็มีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำแล้วซ้ำอีก ดังนั้นการป้องกันน่าจะเป็นหนทางที่ดีในการช่วยลดการภูมิแพ้ เช่น

  1. การทำให้มูลของไรฝุ่นเป็นสารก่อภูมิแพ้เสื่อมสภาพโดยการซักชุดเครื่องนอนปลอกหมอนบ่อยๆ
  2. จัดสภาพแวดล้อมภายในบ้านที่อยู่อาศัยไม่เป็นแหล่งสะสมของฝุ่นละอองอันจะเป็นที่อยู่อาศัยของไรฝุ่น
  3. ช้เครื่องกรอง หรือเครื่องฟอกอากาศเพื่อลดการฟุ้งกระจายของละอองที่ก่อให้เกิดภูมิแพ้
  4. การเลือกใช้ผ้าคลุมปลอกหมอนกันไรฝุ่น แบบทอแน่น หรือแบบเคลือบสารเคมีฆ่าไรฝุ่น
  5. การใช้ผลิตภัณฑ์สเปรย์กำจัดไรฝุ่นซึ่งมีทั้งแบบที่เป็นสารเคมี นิยมในต่างประเทศ แต่อาจใช้ได้แค่บนพรม หรือม่าน เท่านั้น ยังไม่นิยมใช้บนที่นอน
  6. หรือเลือกใช้เสปรย์ฆ่าไรฝุ่น ที่สกัดจากน้ำมันหอมระเหย จากธรรมชาติ ซึ่งน่าจะมั่นใจได้มากกว่าในการฉีดบนที่นอน หมอน ผ้าห่มของคุณ

aLGy

คือผลิตภัณฑ์สเปรย์สมุนไพรกำจัดไรฝุ่น

อันเป็นผลผลิตจากการศึกษาวิจัยอย่างต่อเนื่อง ของคณะเทคโนโลยี การเกษตร สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบังโดย ทุนสนับสนุนจากโครงการพัฒนาองค์ความรู้และศึกษานโยบายการจัดการ ทรัพยากรชีวภาพในประเทศไทย ( BRT) ในสังกัดของ สวทช (NSTDA) เป็นเวลายาวนานกว่า 10 ปี โดยมีเป้าหมายหลักในการค้นหา สารกำจัด ไรฝุ่นจากสมุนไพรเป็นหลัก เพื่อแก้ปัญหาการใช้สารเคมีในกำจัดไรฝุ่น ในต่างประเทศ ซึ่งส่งผลกระทบข้างเคียงต่อตัวผู้ใช้ จนในที่สุดค้นพบว่าสมุนไพรที่คุ้นเคยกันเป็นอย่างดี อย่าง การพลู อบเชย ซึ่งเป็นสมุนไพรที่มีฤทธิ์ร้อนกับมีกลิ่นหอมระเหย พร้อมกับสมุนไทยอีกหลายชนิดมีสารสกัดที่มีฤทธิ์กำจัดไรฝุ่นได้ หากได้รับการผสมกันในสัดส่วนทีถูกต้องเหมาะสมจะได้น้ำยากำจัดไรฝุ่นที่สามารถฆ่าไรฝุ่นบ้านได้ 100% แต่ยังปลอดภัยสำหรับผู้ใช้ เพราะเป็นสารสกัดจากสมุนไพรแท้ๆ

ดังนั้นจึงถือได้ว่าสเปรย์สมุนไพรกำจัดไรฝุ่น aLGy เป็นผลิตภัณฑ์กำจัดไรฝุ่นชนิดใหม่ที่ให้ความปลอดภัยสูงต่อตัวผู้ใช้ในปัจจุบัน โดยได้มีการผลิตออกมาทั้งสเปรย์อัดแก๊ส และแบบหัวปั๊มสูตรน้ำตามความสะดวกของผู้ใช้ พร้อมกันนี้ยังสามารถใช้เป็นสเปรย์ปรับอากาศภายในบ้าน รถยนต์ หรือใช้เป็น pillow and Mattress mist เพื่อช่วยให้หลับสบายผ่อนคลายยิ่งขึ้นด้วยกลิ่นหอมของOrgange ส้ม, Bergamot, Kaffir lime มะกรูด, Lemon oil มะนาว, ช่วยให้สดชื่น Clove กานพลู ช่วยฆ่าเชื้อ และผ่อนคลาย, Lavender ดอกลาเวนเดอร์ ช่วยผ่อนคลาย หลับสบายและ Rosemary oil ช่วยปรับสมดุลย์ของร่างกาย

aLGy แบบแก๊ส เขย่าขวดก่อนใช้ และฉีดลงบนหมอน ที่นอน และผ้าห่ม (อุปกรณ์บนที่นอนทุกชิ้นมีความสำคัญมาก) หรือ โซฟา เบาะรองนั่ง พรม ม่าน ตุ๊กตาผ้า, ขน หรือวัสดุผ้าทุกชนิด หรือแม้แต่ในรถยนตร์ ฉีดให้ทั่วแล้วใช้ผ้าห่ม หรือผ้าพลาสติกคลุมไว้ป ระมาณ 2 ชั่วโมงเท่านั้นก็สามารถกำจัดไรฝุ่นได้แล้ว หรือสามารถฉีด ทิ้งไว้นานกว่านั้นแล้วปิดห้องให้สนิทก็ได้
โดยในเดือนแรกทำซ้ำกัน 2 ครั้งห่างกัน 7-10วัน แล้วเดือนถัดไป ทำเดือนละครั้งเพื่อป้องการหวนกลับมาของไรฝุ่นจากที่อื่นที่อาจติดตามเสื้อผ้ากลับมา และสำหรับท่านที่มีอาการค่อนข้างรุนแรง เช่นหอบหืด (Asthma) หรือคันตามผิวหนังรุนแรง อาจใช้เครื่องดูดฝุ่น ดูดซากของไรฝุ่น และมูลของมันในครั้งที่ 1-2 เท่านั้น และดูดฝุ่นซ้ำในทุก 6 เดือน แต่หากไม่ดูดฝุ่นก็ยังสามารถวางใจได้ว่า เห็นผลค่อนข้างมากแล้ว เพราะ aLGy ยังสามารถลดความรุนแรงของสารก่อภูมิแพ้ได้ ซึ่งในระหว่างงานวิจัยกว่า 10 ปีที่ผ่านมา ได้มีการทดสอบกับผู้ป่วยจริง อยู่อย่างต่อเนื่อง และได้ผลตอบรับที่ดี ส่วนจะมากน้อย ขึ้นอยู่กับอาการแพ้ของแต่ละท่าน รวมถึงการดูแลสุขภาพของแต่ละบุคคลด้วย

"Take Care of Ourselves BY
Take Care of Our Earth"

ดูแลรักษาสุขภาพของตัวเราเอง ด้วยการ ดูแลโลกของเรา เพราะถ้าโลกสกปรก คุณก็ย่อมต้องรับผลของมันอย่างหลีกนีไม่พ้น ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ลองสำรวจดูผลิตภัณฑ์รอบตัวคุณในท้องตลาดวันนี้ ล้วนแต่เป็นผลิตภัณฑ์จากเคมีทั้งสิ้น แล้วคุณจะหนีมันพ้นได้อย่างไร และคุณเคยคิดหรือไม่ว่าเพราะเหตุใด? ผู้ผลิตจึงมักใช้สารเคมีรุนแรงกำจัดแมลง, สารเคมีสังเคราะห์, ตลอดจนน้ำหอมสังเคราะห์ ในกระบวนการผลิต กับผลิตภัณฑ์ เกือบทุกชนิดในท้องตลาด

  1. เพราะยาฆ่าแมลง, สารเคมี, วัสดุสังเคราะห์, วัตถุกันเสีย, หรือน้ำหอมเคมี มีราคาถูกกว่าวัสดุธรรมชาติ จึงสร้างผลกำไรให้กับผู้ผลิต, ผู้ขายได้มากกว่า
  2. เพราะสารเคมี ให้ผล หรือประสิทธิภาพในเวลาอันสั้น เห็นผลเร็ว ทันใจ –แต่ผลเสียต่อสุขภาพมักปรากฏใช้ระยะเวลานาน และผู้บริโภคต้องหาข้อมูลจากงานวิจัยของผลเสียในต่างประเทศด้วยตนเอง หรือนิตยสารสุขภาพ จึงจะตระหนักกันถึงผลในระยะยาว
  3. เพราะการดูแลรักษา และอายุการใช้งานที่ยาวนานกว่า จึงทำให้ผู้ผลิต เก็บไว้ได้นาน ไม่ขาดทุนจากการหยดอายุ ของสินค้านั้นนั้น จึงจำเป็นต้องใช้ วัสดุสังเคราะห์ หรือสารกันเสียเพื่อยืดอายุของผลิตภัณฑ์ ซึ่งต้องทำให้ผู้บริโภคได้รับสารเคมี สะสมในร่างกายเพิ่มมากขึ้น

เหตุผลของผู้ผลิตสินค้าอินทรีย์ ออแกนิค คือ

  1. มีข้อมูลเกี่ยวกับงานวิจัย ถึงผลเสียของสารเคมีอย่างมากมายในระยะยาว เช่น environmental working group www.ewg.org จึงรู้สึกห่วง สุขภาพของตนเองในระยะยาว
  2. เนื่องจากประเทศพัฒนาแล้วมีข้อมูลของผลเสียต่อสิ่งแวดล้อม หากผลิตในประเทศตนเองว่าจะมีสารเคมีตกค้างมากเพียงใด และสารเคมีเหล่านั้น ก็จะวนกลับเข้ามาในวงจรการบริโภคของประเทศนั้นนั้นเอง จึงมักย้ายฐานการผลิตมายังประเทศด้อยพัฒนา ที่ยังมีทรัพยากรอยู่มาก พร้อมกับค่าแรงที่ถูก และยังไม่มีกฏหมายเรืองสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดนัก ทำให้ต้นทุนการผลิตที่ถูก และเมื่อประเทศนั้นเติบโตขึ้นเป็นประเทศกำลังพัฒนาแล้ว ก็มักย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศด้อยพัฒนาแหล่งใหม่อีก เพื่อผลาญทรัพยากร และ ทิ้งสารเคมีตกค้างไว้กับเหยื่อรายใหม่ต่อไป เราจึงอยากเป็นส่วนหนึ่งที่จะชลอการทำลายตนเองไว้ไม่มากก็น้อย
  3. จากความตื่นรู้ดังกล่าว เราควรตระหนักอีกว่า เรามิได้รับผลกระทบจากสิ่งแวดล้อมภายนอกบ้านเท่านั้น แต่ยังเข้ามาในบ้านเราแล้ว เนื่องจากผลิตภัณฑ์ทั้งหลายเหล่านี้ที่กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของเราไปเสียแล้ว และเราจำเป็นต้องหายใจ ต้องกิน ต้องใช้ ต้องสูดดม มันเข้าไปทุกวัน ร่างกายเราจึงต้องสะสมสารพิษเข้าไป ตลอดเวลาไม่ว่าเราจะอยู่ที่ใด ... ดังนั้นเราจึงขอเป็นส่วนหนึ่งในการทำให้ตัวเรา ท่าน ได้ห่างไกลจากเคมี จากสารพิษ โดยเฉพาะในเวลา 8 ชั่วโมงในห้องนอนของเรา เป็น 8 ชั่วโมง ที่ให้ร่างกายได้พักผ่อน เต็มที่เพื่อสร้างภูมิคุ้มกัน เพื่อไปต่อสู้กับสารเคมี ภายนอกห้องอีก 16 ชั่วโมงได้อย่างแข็งแรง

ชีวิตที่แวดล้อมด้วยเคมี Lives amidst Chemicals

ห้องน้ำ สารเคมีที่พบ
ยาสีฟัน ยาสีส่วนใหญ่มีส่วนผสมของ SLS (ยกเว้นยาสีฟันแบบไม่มีฟอง)
อาบน้ำ สบู่ทั่วไป ใช้น้ำมันพืชที่สกัดโดยใช้สารละลาย เฮกเซน น้ำหอมสังเคราะห์ (ยกเว้นสบู่ออแกนิค ที่ใช้น้ำมันหอมระเหย)
สระผม แชมพูทั่วไปมักใช้สารซักฟอกที่มีสารสังเคราะห์ SLES และน้ำหอมสัง เคราะห์ (ยกเว้นแชมพูที่ใช้สารสังเคราะห์ที่จัดอยู่ในกลุ่มออแกนิคALES)แต่งหน้า
ห้องครัว สารเคมีที่พบ
ผักทั่วไป สารพิษจากยาฆ่าแมลง ฯลฯ
ผักปลอดภัย ผักที่ใช้ยาฆ่าแมลงได้แต่ต้องทิ้งระยะเวลาในการเก็บเกี่ยวไว้ เพื่อให้ปลอดภัยมากขึ้น แต่ยังคงมีสารพิษ ตกค้างอยู่ แต่อยู่ในระดับที่รัฐแจ้งว่าปลอดภัยในระดับหนึ่ง
ผักปลอดสารพิษ ผักที่ยังไม่ใช้ยาฆ่าแมลง แต่ยังคงใช้ปุ๋ยเคมี ฮอร์โมนเร่งการเจริญเติบโต ใช้เมล็ดพันธ์ตัดต่อพันธุกรรม GMO
ผักอินทรีย์ หรือเรียกผัก ออกแกนิค ปลูกโดยวิธีธรรมชาติ ไม่มีสารเคมีกำจัดวัชพืช ไม่ใช้ยาฆ่าแมลง ไม่มีปุ๋ยเคมี หรือ ฮอร์โมนเร่งและยังต้องไม่เป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย สนใจผักแบบนี้ลองหาข้อมูลได้ที่ “โครงการผักประสานใจ” CSA Community Supported Agriculture
เนื้อสัตว์ สารเร่งเนื้อแดง ทำให้ดูน่ารับประทาน ฮอร์โมนเพื่อเร่งการเจริญเติบโตได้ทันใจสัตว์มักถูกเลี้ยงในโรงปิด ไม่เคยได้ออกกำลังกาย และมักทานอาหาร สัตว์แบบสำเร็จ - ข้าวโพดที่ปลูกโดยใช้เคมีควบคุมแมลง เพื่อให้ได้ผลผลิตทันกับความต้องการมหาศาลของโลก (ภาพยนตร์สารคดีเรื่อง Food Inc.
ห้องนอน สารเคมีที่พบ
เฟอร์นิเจอร์ สีทาบ้าน มีสาร VOC เป็นพิษที่ระเหยออกมาจากสีทาบ้าน และวัสดุเคลือบ
พรมใยสังเคราะห์ โซฟาผ้า
ที่นอนใยสังเคราะห์
Boric acid, Sulfur, Formaldehyde สารฟอร์มัลดีไฮด์เป็นสารระเหย ที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะบนที่วัสดุผ้า ทำที่นอนโซฟาของคุณ โดยมีฤทธิ์ทำให้แสบจมูก คลื่นใส้อาเจียน และจะระเหยออกมา ณ อุณหภูมิห้องตลอดอายุการใช้งานเกือบ 8-10 ปี ทั้งนี้ยังไม่รวมยาฆ่าแมลงที่คุณฉีดในห้องนอน และน้ำหอมสังเคราะห์ ที่มากับผ้าปูที่นอน ที่คุณยังต้องสูดดมแม้ขณะหลัยอีก 8 ชั่วโมงอีกหรือ