Thai Button English Button

โรคภูมิแพ้คืออะไร ?

จากการศึกษาวิจัยพบว่าในประเทศไทยพบว่าคนที่เป็นภูมิแพ้ส่วนใหญ่ประมาณร้อยละ 62-79 % เป็นโรคภูมิแพ้ที่เกิดจากไรฝุ่นบ้าน รองลงมาประมาณร้อยละ 44 – 60 % แพ้แมลงสาบและซากแมลง และประมาณร้อยละ 5 – 15 % จะแพ้สารก่อภูมิแพ้ภายนอกบ้าน ( outdoor allergen ) จำพวก ละอองเกสรดอกไม้ ต้นหญ้า (ทดสอบวิจัยโดยวิธีการทดสอบสารก่อภูมิแพ้ทางผิวหนัง )

นอกจากนี้ยังพบว่าในบ้านของคนไทยประมาณร้อยละ 88.1 % พบไรฝุ่นบ้าน ( House dusmite ) ชนิด ( Dermatophagoides pteronyssinus ) มากที่สุด โดยพบว่ามีปริมาณไรฝุ่นสูงถึง 100 ตัวต่อฝุ่นบริสุทธิ์ 1 กรัม ซึ่งส่งผลให้ค่าที่ได้เกินว่ามาตรฐานที่องค์การอนามัยโลก (WHO) กำหนดไว้ให้ไม่เกิน 2 ไมโครกรัมต่อฝุ่นบริสุทธิ์ 1 กรัม ซึ่งเป็นสิ่งบ่งชี้ที่สำคัญที่แสดงให้เห็นว่าในบ้านเรือนของคนไทยเฉลี่ยประมาณร้อยละ 25 – 30 % มีปริมาณไรฝุ่นมากพอที่จะทำให้เกิดโรคภูมิแพ้ได้

แล้วคนที่เป็นโรคภูมิแพ้มาจากสาเหตุอะไรได้บ้าง

จากการศึกษาวิจัยทางการแพทย์ในปัจจุบันได้พบว่ามีปัจจัยที่ก่อให้เกิดโรคภูมิแพ้ (Factors influence on allergic diseases) มีอยู่ 2 ปัจจัยหลักๆคือ

  1. ปัจจัยทางด้านพันธุ์กรรม (Genetics factor)

    จากการศึกษาพบว่าในครอบครัวที่ไม่พบประวัติคนที่เป็นภูมิแพ้ในครอบครัวเลยมีโอกาสที่จะเป็นภูมิแพ้ประมาณร้อยละ 10 – 20% เท่านั้นแต่ในทางตรงกันข้ามหากพบประวัติว่าคนในครอบครัว เช่น พ่อหรือแม่คนใดคนหนึ่งเป็นโรคภูมิแพ้ลูกมีโอกาสเป็นภูมิแพ้ถึงร้อยละ 50 % แต่หากว่าทั้งพ่อทั้งแม่เป็นโรคภูมิแพ้ลูกมีโอกาสมากถึง ร้อยละ 70 % ที่จะเป็นโรคภูมิแพ้

  2. ปัจจัยทางด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental factor)

    มาจากปัจจัยต่างๆได้หลายสาเหตุ รอบๆตัวเราที่ก่อให้เกิดอาการภูมิแพ้ได้ ทั้งการได้รับสารก่อภูมิแพ้โดยตรง (Allergen exposure) การสูบบุหรี่(smoking) การติดเชื้อ(infection) การได้รับนมแม่น้อยเกินไปในวัยเด็กทำให้มีโอกาสเป็นภูมิแพ้สูง(Breast feeding)หรือการได้รับมลพิษ(Pollution)จากสิ่งแวดล้อม ซึ่งปัจจัยเหล่านี้จะเป็นตัวกระตุ้นอย่างดีที่จะก่อให้เกิดอาการภูมิแพ้

นอกจากปัจจัยหลักทั้ง 2 อย่างที่กล่าวมายังมีปัจจัยเสริมอื่นๆที่สามารถกระตุ้นให้เกิดอาการภูมแพ้ได้ ทั้งการสัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้(Allergens)โดยตรง ไดรับสารระคายเคือง เช่น ฝุ่น ควัน กลิ่น การเปลี่ยนแปลงของอากาศ การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในร่างกาย หรือสภาวะทางอารมณ์ก็อาจก่อให้เกิดอาการภูมิแพ้

โรคภูมิแพ้

โรคภูมิแพ้เป็นปฏิกิริยาที่ร่างกายของคนที่ตอบสนองต่อสิ่งแปลกปลอมต่างๆที่ร่างกายได้รับโดยแทนที่จะตอบสนองในแบบธรรมดากลับเป็นการสนองตอบแบบที่ผิดปกติออกไป เช่นแทนที่จะสร้างภูมิต้านทานสิ่งแปลกปลอมกลับไปสร้างภูมิชนิดอื่นที่ก่อให้เกิดอาการภูมิแพ้ขึ้นมาแทน โดยเรียกอาการนี้ว่า ไอ.จี.อี.( IGE ) โดยเราเรียกสารที่มากระตุ้นให้ร่างกายแสดงอาการแพ้ว่า สารก่อภูมิแพ้ (Allergen)

อะไรที่เรียกว่า โรคภูมิแพ้

  • -โรคหอบหืด (Asthma) เกิดจากกล้ามเนื้อบริเวณหลอดลมบีบตัวทำให้หายใจไม่สะดวก
  • - โรคเยื่อบุตาอักเสบจากภูมิแพ้(Allergic conjunctivitis) ทำให้มีอาการคันตา จนต้องขยี้ตาอย่างรุนแรง
  • - โรคภูมิแพ้ที่เกิดจากการแพ้อาหาร( Food allergy) เช่นคนที่แพ้อาหาหารทะเล แพ้โปรตีนถั่ว
  • - โรคโพลงจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ ( Allergic rhinitis) เป็นอาการโพรงจมูกอักเสบที่เกิดขึ้นฉับพลัน ทำให้มีอาการคัดจมูก จาม ไอ มีน้ำมูกไหลอยู่ตลอดเวลา
  • - โรคผื่นภูมิแพ้ (Atopic eczema) หรือบางคนเรียกว่าโรคลมพิษ โดยจะแสดงอาการออกมาในลักษณะเป็นผื่นคัน ตุ่มแดง ตามแขนขา หรือร่างกายของคนที่แพ้
  • - การแพ้ยาและสารเคมี (Drug and Chemical substance allergy) ซึ่งจะแสดงอากรหลายอย่างแตกต่างกันไป ทั้งใจสั่น หัวใจเต้นเร็ว มีผื่นคัน หายใจไม่ออก เป็นต้น

แล้วสิ่งที่ก่อให้เกิดภูมิแพ้มีอะไรบ้าง

สารก่อภูมิแพ้( Allergen) พบได้ทั่วไปทุกหนแห่ง ซึ่งสามารถแบ่งเป็นประเภทใหญ่ๆตามแหล่งที่พบ อันได้แก่ สารก่อภูมิแพ้ในบ้าน (indoor allergens ) เช่น ไรฝุ่น( House dust mites ) ซากแมลงและมูลของแมลง อย่างเช่น มดแมลงสาบ ขนสัตว์ (Animal dander )อย่างขนแมว ขนสุนัข ขนกระต่าย สปอร์ของเชื้อราตามจุดอับชื้น ( Mold spores )

สารก่อภูมิแพ้ที่พบภายนอกบ้าน (outdoor allergens) เช่น ละอองเกสรดอกไม้ ละองเกสรพืช (Pollens ) หย้าแพรก (Bermuda grass ) หญ้าขน ( Para grass ) ผักโขม ( careless weed ) กก (sedge ) ธูปฤาษี (Cattail ) ไมยราบยักษ์ (Mimosa) สปอร์เชื้อรา (Mold spores )เช่น Cladosporium sp. Asperillos sp. Penicillium sp. เป็นต้น

การตรวจและวินิจฉัยโรคภูมิแพ้(Diagnosis)

การตรวจในเบื้องต้นนั้นแพทย์ผู้รักษาจะใช้วิธีการเช็คประวัติย้อนหลัง(History) ทั้งประวัติของคนในครอบครัวว่ามีใครเป็นโรคภูมิแพ้หรือไม่ หรือเป็นทั้ง 2 คน ตลอดจนประวัติของคนไข้ ลักษณะของอาการภูมิแพ้ที่แสดงออกทั้ง อาการไอ จาม แน่นจมูก น้ำมูกไหล ช่วงเวลาที่เป็น ความถี่ วิธีการรักษาเบื้องต้นของคนป่วยอย่างละเอียด เพื่อที่แพทย์ผู้รักษาจะวินิจฉัยได้อย่างละเอียด ถูกต้องแม่นยำต่อไป

ขั้นตอนถัดมาคือ การตรวจร่างกาย(physical examination) โดยอาการที่แสดงออกของคนป่วย จะทำให้แพทย์ทราบว่าผู้ป่วยเป็นโรคภูมิแพ้ประเภทไหน เช่น อาจมีอาการแน่นจมูก น้ำมูกไหล เกิดจากภาวะอักเสบในโพรงจมูก จมูกบวมชัด เป็นอาการของโรคโพรงจมูกอักเสบจากโรคภูมิแพ้ หรืออาการหายใจหอบเหนื่อย แน่นหน้าอก หายใจมีเสียงวี๊ดๆ มักพบว่าเป็นโรคหอบหืดเป็นต้น

นอกจากนั้น หากผลการตรวจร่างกายไม่ชัดเจน อาจมีการตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติม(investigation) เช่น สมรรถภาพของปอด(skin prick test) ตรวจภูมิแพ้ทางผิวหนัง ด้วยการแปะ(patch test) หรือการตรวจหาระดับ lge ของสารก่อภูมิแพ้ในเลือด(ELISA lmm unofluorescence technique,RAST(Radio Allergosorbent test)

การรักษาโรคภูมิแพ้และป้องกัน

การรักษาโรคภูมิแพ้ที่ดีที่สุดก็คือ การหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้โดยตรง ซึ่งเป็นจะเป็นตัวการต้นที่สำคัญ โดยมีการปรับปรุงสิ่งแวดล้อมเพื่อลดสารก่อภูมิแพ้(Allergen avoidance and environmental control)

ขั้นต่อมา รักษาอาการแพ้โดยการใช้ยา (Pharmacotherapy) เพื่อรักษาอาการแพ้หรือบรรเทาอาการแพ้ให้ลดความรุนแรงของอาการลง ซึ่งแพทย์ผู้รักษาจะปรับปริมาณยาตามลักษณะอาการของผู้ป่วย

วิธีการต่อมาคือ ฉีดวัคซีนหรือภูมิคุ้มกันบำบัด(lmmunotherapy) ซึ่งการรักษาด้วยวิธีนี้แพทย์ผู้รักษาจะต้องตรวจร่างกายของคนป่วยจนรู้แน่ชัดว่าแพ้สารชนิดใด แล้วอาจจะรักษาด้วยการฉีดสารสกัดจากสารก่อภูมิแพ้(วัคซีน)ในปริมาณน้อยๆก่อน เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายคุ้นกับสารก่อภูมิแพ้(Desensitization) เว้นช่วงห่างกันประมาณ 2 สัปดาห์ แล้วจะมีการฉีดเพิ่ม วัคซีนเพิ่ม ซึ่งในระหว่างการฉีดวัคซีนหากผู้ป่วยแสดงอาการแพ้ก็จะต้องรักษาอาการไปพร้อมกัน และการฉีดวัคซีนกระตุ้น จะใช้เวลาไม่น้อยกว่าหนึ่งปี ซึ่งจะต้องมีการฉีดวัคซีนทุกเดือนๆละ 2 ครั้ง และคนป่วยจะต้องมีวินัยในตนเองพอสมควร ที่จะต้องไปพบแพทย์ตามนัดเพื่อฉีดวัคซีนอย่าสม่ำเสมอ การรักษาด้วยการฉีดวัคซีนจึงจะได้ผล

การป้องกันเป็นที่ทราบกันดีว่า โรคภูมิแพ้ส่วนใหญ่มีสาเหตุจากการแพ้ไรฝุ่นมากที่สุด เพราะฉนั้นการป้องกันและกำจัดไรฝุ่น อันเป็นต้นเหตุสำคัญของโรคภูมิแพ้ น่าจะเป็นวิธีการที่เหมาะสมสะดวกที่สุด โดยจะเน้นที่เรื่องของเครื่องนอน ภายในห้องนอนมากที่สุด เช่น การทำความสะอาดเครื่องนอน(bedding) เป็นประจำทุกสัปดาห์ อย่างการใช้น้ำร้อนอุณหภูมิประมาณ 55-60 องศา ซักผ้าปูที่นอนเป็นเวลาประมาณอย่างน้อย 20 นาที่ก็สามารถฆ่าไรฝุ่นได้ หรือซักปลอกหมอน ผ้าปูที่นอนด้วยน้ำเย็นก็สามารถล้างสารก่อภูมิแพ้(mite allergen) ได้ถึง 90% การเลือกใช้ผ้ากันไรฝุ่นที่เป็นปลอกหมอน ผ้าปูที่นอน ทีมีขนาดรูไม่เกิน 6 ไมโครเมตร เพื่อป้องกันการฟุ้งกระจายของมูลไรฝุ่น

การใช้สเปรย์กำจัดไร(chemical agent,cenneturents,nutural products)ฝุ่นฉีดพ่นลงบนที่นอนกำจัดไรฝุ่นให้หมดไปจากที่นอน ซึ่งในปัจจุบันมีเลือกทั้งแบบที่เป็นเคมี เช่นจำพวก benzyl benzoate,acarosan pheny salicylate,pyrethroids ซึ่งการใช้สารเคมีอาจส่งผลข้างเคียงต่อคนและสัตว์เลี้ยงได้ในอนาคตและอีกทางเลือกหนึ่งก็คือการใช้สารที่สกัดจากธรรมชาติ จากกานพลู อบเชยและดอกไม้ต่างๆ ซึ่งจะปลอดภัยกับผู้ใช้มากกว่า

จากวิธีการที่กล่าวมา ยังมีมาตรฐานการป้องกันกำจัดไรฝุ่นอื่นๆอีกหลายวิธีซึ่งแม้จะไม่ได้ผล 100% แต่ก็สามารถช่วยลดไรฝุ่นลงได้ เช่น

  • -ใช้เครื่องดูดฝุ่นประสิทธิภาพสูงมีระบบ HEPA filter
  • -ใช้พื้นไม้ linoleum ปูพื้นภายในบ้านแทนการใช้พรมจะได้ไม่เป็นที่สะสมของสารก่อภูมิแพ้ไรฝุ่น
  • -ไม่ใช้ของประดับตกแต่งบ้านที่เป็นผ้านุ่ม(soft furmishings)
  • -ไม่เลี้ยงสัตว์ในห้องนอน
  • -ใช้เฟอร์นิเจอร์ที่ทำจากหนัง หรือ ไวนิล แทนการใช้เฟอร์นิเจอร์หุ้มด้วยผ้า(fabric-covered seating)
  • -ไม่นำตุ๊กตาหรือของเล่นที่เป็นผ้าอ่อนนุ่มไว้ในห้องนอน หากเลี่ยงไม่ได้ ให้ซักที่อุณหภูมิ 55-60 องศา นาน 20 นาที ขึ้นไป
  • -หมั่นยกฟูก พรม ผ้าเช็ดเท้า ออกไปตากแดดจัดๆ อย่างน้อย 3 ชั่วโมงเพื่อฆ่าไรฝุ่น